วิคเตอร์ ลินเดลอฟ : ปราการหลังจากทัพปีศาจแดง

วิคเตอร์ ลินเดลอฟ มีชื่อเต็มว่า วิกตอร์ เยอร์เกิน นิลซ็อน ลินเดอเลิฟ เกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1994 ที่เมืองเวสเตโรส ประเทศสวีเดน ปัจจุบันเขาเล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมชาติสวีเดน  ในวัยเด็กเขาเติบโตมาจากการดูแลของแม่ของเขา เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน เขาชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ และเมื่อเขามีอายุ 5 ขวบ แม่ของเขาก็มอบของขวัญในกับเขาเป็นชุดฟุตบอล และทำให้ ลินเดลอฟชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น เขาเริ่มฝึกฝนการเล่นฟุตบอล และการเป็นนักฟุตบอลก็กลายมาเป็นความฝันของเขา

เขาเริ่มต้นการฝึกฝนทักษะด้านฟุตบอลด้วยการเข้าร่วมสโมสรเล็กๆ ในหมู่บ้านที่มีชื่อว่า IK Franke โดยแม่ของเขาเป็นผู้พาไป เมื่อ ลินเดลอฟ ได้เข้าร่วมทีม IK Franke โค้ชก็มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของเขา ในช่วงแรกที่เขาลงแข่งขันฟุตบอลแล้วแพ้ เขาจะแสดงอาการรับไม่ได้เป็นอย่างมาก และโค้ชของเขาก็เป็นคนช่วยให้ ลินเดลอฟ ปรับตัวยอมรับและสามารถคว้าแชมป์มาให้กับทีมได้

ในปี 2007 เมื่อเขามีอายุ 13 ปี ลินเดลอฟ ย้ายออกไปเล่นในทีมเยาวชนของสโมสร Västerås SK เขาได้ลงเล่นให้กับทีมเยาวชน และด้วยความสามารถของเขาที่โดดเด่นกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทำให้เขาใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของVästerås SK ได้ โดยเขามีโอกาสลงสนามในเกมนัดแรกในปีตุลาคม 2009 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี และสามารถช่วยทีมเอาชนะ BK Forward ไปได้ 3–0 และในฤดูกาล 2008-2009 ลินเดลอฟ ก็สามารถช่วยทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกระดับสองของประเทศสวีเดนได้สำเร็จ

หลังจากนั้น เขาก็เล่นให้กับ Västerås SK และด้วยฟอร์มการเล่นและทักษะด้านฟุตบอลที่โดดเด่นของเขาทำให้ ในปี 2011 เขาก็ได้รับการทาบทามจากสโมสรโตกซิตี ทีมฟุตบอลในประเทศอังกฤษ ให้ ลินเดลอฟ ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมที่นั่น แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้รับการคัดเลือก

และหลังจากนั้นเขาก็ได้รับการติดต่อจาก สโมสรไบฟีกา สโมสรฟุตบอลชื่อดังจากประเทศโปรตุเกส และในปี 2012 ลินเดลอฟ ก็ย้ายไปร่วมทีมกับไบฟีกา ซึ่งในช่วงแรกเขาลงเล่นในทั้งทีมเยาวชนและทีมบีของสโมสร ในช่วงแรกของการย้ายมาร่วมทีม ลินเดลอฟ จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และภาษาที่เขาไม่คุ้นชิน ซึ่งในช่วงแรกมันยากลำบากสำหรับเขามาก

ในฤดูกาล 2012-2013 เขามีส่วนสำคัญพาทีมเยาวชนของไบฟีกา คว้าแชมป์ ในรายการแชมเปียน ชิปโปรตุเกสในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในเดือนตุลาคม 2013 ลินเดลอฟ ก็ได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของไบฟีกาเป็นครั้งแรก ในเกมที่ชนะ CD Cinfães ในปอร์ตูกีสคัพ 1–0

ในฤดูกาล 2013-2014 เขายังลงเล่นให้กับทีมชุดบีของไบฟีกา ไปทั้งหมด 33 นัด และสามารถทำประตูไปได้ 2 ประตู

ในฤดูกาล 2015-2016 ลินเดลอฟ กลับมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของไบฟีกา อีกครั้ง  และสามารถช่วยให้ทีมเอาชนะ นาซิองนัลไป 1-0 ในศึก ตากาเดลีกา ในปี 2016 เขามีโอกาสลงเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย และสามารถช่วยให้ทีมต้นสังกัดเอาชนะ เซนิตเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 1–0 และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ลินเดลอฟ ก็สามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้ในเกมที่พบกับ Paços de Ferreira โดยในเกมนั้น ไบฟีกาสามารถเอาชนะมาได้ 3-1 ในศึกปรีไมราลีกา และในเดือนพฤษภาคม 2017 เขามีโอกาสลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ และมีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะวิตูรีอาเดกีมารัส 2–1 คว้าแชมป์ปรีไมราลีกา ในฤดูกาลนั้นมาครองได้สำเร็จ

ในเดือน กรกฎาคม 2017 ลินเดลอฟ ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร และสัญญามีระยะเวลา 4 ปี และสามารถขยายสัญญาได้อีกหนึ่งปี

เขาลงสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดครั้งแรกในเกมที่พบกับ เรอัล มาดริด ในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2017 และหลังจากนั้นอีกสองเดือนเขาในลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในเกมที่พบกับลิเวอร์พูล

ในเดือนมกราคม 2019 ลินเดลอฟ สามารถทำประตูแรกให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่เปิดบ้านตีเสมอกับ เบิร์นลีย์ ไป 2-2

และในเดือนกันยายน 2019 ลินเดลอฟ ตกลงขยายสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปจนถึงปี 2024 และสามารถขยายสัญญาได้อีกหนึ่งปี

สำหรับผลงานในทีมชาติ ลินเดลอฟ ถูกเรียกให้ติดทีมชาติสวีเดนครั้งแรกในปี 2010 ในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ในปี 2014 เขาถูกเรียกให้ติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่งในตอนแรกเขาไม่มีชื่อในทีมชาติชุดนี้ แต่เนื่องจากมีนักเตะบาดเจ็บเขาเลยได้ไปเล่นแทน และในเกมนัดชิงชนะเลิศในศึก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี 2015 ที่พบกับทีมชาติโปรตุเกส เขาเป็น 1ใน 5 ที่ยิงจุดโทษช่วยให้ทีมชาติสวีเดนคว้าแชมป์มาครอบได้สำเร็จ และเขามีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำรายการนั้นอีกด้วย

ในปี 2016 ลินเดลอฟ มีชื่อในทีมชุดใหญ่ครั้งแรก ในนัดกระชับมิตรที่พบกับทีมชาติตุรกีและเช็กเกีย และหลังจากนั้นเขาก็มีชื่ออยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ของสวีเดนเรื่อยมา ทั้งศึกฟุตบอลโลกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ,การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ,ศึกฟุตบอลโลก 2018 ,การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020